Complex ions equilibria

สมดุลของไอออนเชิงซ้อน (Complex ions equilibria)

สารประกอบเชิงซ้อน หรือ สารเชิงซ้อน คือสารที่เกิดจากโลหะไอออน (metal ions) เกิดพันธะโคออร์ดิเนต-โควาเลนท์ (coordinate covalent bonding) กับลิแกนด์ (ligands) เช่น

AgCl(s)  +  2NH3  =  [Ag(NH3)2]+  +  Cl-

Ag+         ลิแกนด์  ไอออนเชิงซ้อน

ไอออนเชิงซ้อนมีสมบัติเป็นอิเล็กโทรไลท์อ่อน คือ แตกตัวได้บ้างในสารละลาย ดังนี้

[Ag(NH3)2]+  +  H2O   =   Ag+   +   2NH3

Ag+  + 2NH3  =  [Ag(NH3)2]+

Kf  = [Ag(NH3)2]+ / [Ag+][NH3]2

ค่าคงที่สมดุล หรือ ค่าคงที่การเกิด (formation constant) หรือ ค่าคงที่ความเสถียร (stability constant, Kstab)

ค่าคงที่การแตกตัว (dissociation constant, Kd) หรือ ค่าคงที่ความไม่เสถียร (instability constant, Kinstab)

Kd  =  1 / Kf  =  [Ag+][NH3]2 / [Ag(NH3)2]+

ตารางที่ 10   ค่า Kd ของไอออนเชิงซ้อนบางตัว

Complex ion Kd, total Kd1 Kd2 Kd3 Kd4
[Ag(NH3)2]+ 9 x10-8 1.5 x10-4 6.2 x10-4
[Cu(NH3)4]2+ 2 x10-13 7 x10-3 1.3 x10-3 3 x10-4 7 x10-5
[Ni(NH3)4]2+ 1.1 x10-8 7 x10-2 1.9 x10-2 6 x10-3 1.6 x10-3
[Co(NH3)6]2+ 8 x10-6 4 6 x10-1 1.8 x10-1 9 x10-2
[Zn(OH)4]2+ 3 x10-16 5 x10-2 6 x10-5 1.4 x10-6 7 x10-5
[Fe(SCN)4]- 4 x10-4 1.3 2.5 1.0 x10-2 1.1 x10-2
[Ag(S2O3)3]5- 7 x10-15 2.0 x10-1 2.3 x10-5 1.5 x10-9
[Ca(OH)]+ 3 x10-2
[Ba(OH)]+ 2.3 x10-1
Advertisements

สมดุลของไอออนที่ละลายน้ำได้น้อย,Common ion effect

สมดุลของไอออนที่ละลายน้ำได้น้อย

เกลือที่ไม่ละลายน้ำ มักจะละลายน้ำได้น้อย เช่น AgCl, BaSO4

ในสารละลายอิ่มตัว มีสภาวะสมดุลการละลายเกิดขึ้น (ได้ช้ามาก)

อัตราการละลาย   =   อัตราการรวมตัว

AgCl(s)    =  [Ag+Cl-]H2O   =    Ag+ (aq) +  Cl-  (aq)

Ksp  =  [Ag+][Cl-]

ค่าคงที่ผลคูณการละลาย (solubility product constant)

ตารางที่ 9  ค่า Ksp ของ Pb(II) ที่ 25oC

[Pb2+] [F-]2            =      4.0 x10-8
[Pb2+] [Cl-]2          =      1.6 x10-5
[Pb2+] [I-]2             =      6.7 x10-9
[Pb2+] [CrO42-]     =      1.6 x10-14
[Pb2+] [SO42-]        =      1.6 x10-8
[Pb2+] [CO32-]       =      1.0 x10-13

ผลของไอออนร่วม (Common ion effect)

เมื่อรบกวนสมดุลไอออนของสารละลายอิ่มตัวด้วยไอออนชนิดเดียวกัน จะทำให้ระบบปรับตัวเข้าสู่สมดุลใหม่ โดยการลดปริมาณไอออนร่วม

AgCl(s)   =   Ag+(aq)  +  Cl-(aq) ; Ksp = [Ag+][Cl-] = 1.8 x10-10

Ag+ (aq) +  Cl-(aq)  =  AgCl(s)

ไอออนร่วม

ถ้าเติม NaCl จะเพิ่ม [Cl-] ทำให้ [Ag+][Cl-] > Ksp ระบบเสียสมดุล

ปฏิกิริยาจะดำเนินจากขวาไปซ้าย เพื่อให้ Ag+  + Cl- เกิดตะกอน AgCl มากขึ้น

 

การเลือกตกตะกอน

ในสมดุลของไอออนหลายชนิด สามารถแยกไอออนแต่ละชนิดออกจากกันได้โดยอาศัยค่า Ksp ที่แตกต่างกัน เช่น Cl- ปนอยู่กับ CrO42-

Ksp, AgCl  = 1.8 x10-10

Ksp, Ag2CrO4  = 1.9 x10-12

Acid-Base indicators,Ion euilibrium indicators,Acid-Base Titration

อินดิเคเตอร์สำหรับกรด-เบส (Acid-Base indicators)

อินดิเคเตอร์ส่วนใหญ่เป็นสารอินทรีย์ สามารถเปลี่ยนสีได้เมื่อ pH ของสารละลายเปลี่ยนแปลงในช่วงที่เหมาะสม

มีสมบัติเป็นกรดอ่อน หรือเบสอ่อน ใช้ความเข้มข้นสูง ๆ เติมลงในสารละลายเล็กน้อย จะไม่ทำให้สภาพกรด-เบสของสารละลายเปลี่ยนแปลง จึงประยุกต์ใช้กำหนดจุดยุติของการไทเทรตกรด-เบสได้

เช่น   เมทิลออร์เร็นจ์  ให้สีแดง   pH < 3.1

(Methyl orange)  ให้สีเหลือง   pH > 4.5

สมดุลไอออนของอินดิเคเตอร์

HIn   +    H2O   =   H3O+  +     In-

acid 1      base 2     acid 2       base 1

สีแดง  สีน้ำเงิน  (ถ้าเป็นลิตมัส)

Ka  or  Kin  = [H3O+][In-] /[HIn] ~ 10-7

10-7  = [H3O+][In-] /[HIn]

10-7/ [H3O+] = [In-] /[HIn]      ………….(1)

ดังนั้น ลิตมัสจะเปลี่ยนสีตามค่า pH (= – log [H3O+]) ของสารละลาย

a) ถ้าสารละลายมี pH = 5 or < 5 จะเห็นสีแดงของลิตมัส ดังนี้

จาก (1)   10-7/ [H3O+] = [In-] / [HIn]

10-7 / 10-5 = 1 /100  = [In-] / [HIn]

= (สีน้ำเงิน) / (สีแดง)

b) ถ้าสารละลายมี pH = 8 or > 8 จะเห็นสีน้ำเงิน

10-7 / 10-8 = 10 / 1  = [In-] / [HIn]

= (สีน้ำเงิน) / (สีแดง)

ณ pH ที่อินดิเคเตอร์แตกตัวได้ครึ่งหนึ่ง เรียกว่า จุดเป็นกลางของอินดิเคเตอร์ ค่า [In-] = [HIn] ทำให้ปรากฏสีผสม ใช้หลักการนี้หาค่า Ka ของอินดิเคเตอร์

Ka = [H3O+]/[In-] / [HIn]

pKa = pH – log [In-]/ [HIn] = pH

ตารางที่ 6 ช่วง pH ของอินดิเคเตอร์บางชนิด

Indicator pH range Color change
Thymol blue 1.2-2.8 Red-yellow
Congo red 3.0-5.0 Blue-red
Methyl orange 3.1-4.4 Red-yellow
Methyl red 4.2-6.3 Red-yellow
Azolitmin (litmus) 5.0-8.0 Red-blue
Bromothylmol blue 6.0-7.6 Yellow-blue
Phenolphthalein 8.3-10.0 Colorless-pink
Thylmolphthalein 8.3-10.5 Colorless-blue

การไทเทรตกรด-เบส (Acid-Base Titration)

การหาปริมาณกรดและเบสที่ทำปฏิกิริยากันพอดี ที่จุดสมมูล (equivalence point) ซึ่งกรดกับเบสแต่ละคู่เมื่อเกิดเกลือขึ้นในสารละลายจะให้ pH ต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของกรดและเบสนั้น

1) การไทเทรตกรดแก่กับเบสแก่ HCl + NaOH
2) การไทเทรตกรดอ่อนกับเบสแก่ CH3COOH + NaOH
3) การไทเทรตกรดแก่กับเบสอ่อน HCl + NH4OH
4) การไทเทรตกรดโพลิโปรติกกับเบสแก่ H3PO4 + NaOH

Hydrolysis and Buffer solutions

ไฮโดรลิซิส (Hydrolysis)

ไฮโดรลิซิส คือปฏิกิริยาระหว่างสาร (เกลือ)กับน้ำ ทำให้โมเลกุลของน้ำแตกตัว ซึ่งเกลือละลายน้ำจะแตกตัวให้ไอออนบวก และไอออนลบ

ปฏิกิริยาของไอออนบวกกับน้ำ

M+  +  H2O     =     MOH   +  H+

acid    base             base        acid

ปฏิกิริยาของไอออนลบกับน้ำ

X-  +  H2O     =      HX     +  OH-

base    acid             acid        base

เกลือที่จะเกิดไฮโดรลิซิส มี 3 แบบ คือ

1) เกลือของกรดอ่อนกับเบสแก่   เช่น NaOAc ให้ OAc-

2) เกลือของกรดแก่กับเบสอ่อน   เช่น NH4Cl ให้ NH4+

3) เกลือของกรดอ่อนกับเบสอ่อน   เช่น NH4+OAc-

ทำให้ pH ของสารละลายเกลือมี่ค่า > 7 หรือ < 7 หรือ = 7 ขึ้นอยู่กับชนิดของไอออนบวก หรือ ไอออนลบที่อยู่ในสารละลายนั้น ๆ

ตารางที่ 5 ข้อสรุปเกี่ยวกับไฮโดรลิซิสของเกลือแบบต่าง ๆ

แบบของเกลือ ไอออนที่เกิดไฮโดรลิซิส pH ของสารละลาย
กรดแก่-เบสแก่ ไม่มี 7 (เป็นกลาง)
กรดอ่อน-เบสแก่ ไอออนลบ มากกว่า 7 (เป็นเบส)
กรดแก่-เบสอ่อน ไอออนบวก น้อยกว่า 7 (เป็นกรด)
กรดอ่อน-เบสอ่อน ไอออนบวกและไอออนลบ 7, > 7 หรือ < 7(ขึ้นกับชนิดของเกลือ)

สารละลายบัฟเฟอร์ (Buffer solutions)

บัฟเฟอร์ คือสารละลายที่มีสมบัติต้านทานการเปลี่ยนสภาพกรด-เบสของสารละลาย เมื่อถูกรบกวนสมดุลไอออนด้วยกรดแก่ หรือ เบสแก่ ทำให้ pH ของสารละลายนั้นไม่เปลี่ยนแปลง

เป็นสมดุลไอออนของสารละลายที่มีตัวถูกละลายมากกว่าหนึ่งชนิด เช่น   กรดอ่อนคู่กับเกลือของกรดอ่อน เรียกว่า บัฟเฟอร์กรด

เบสอ่อนคู่กับเกลือของเบสอ่อน เรียกว่า บัฟเฟอร์เบส

Sodium hydrogen carbonate

ผงฟู

โซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต                         โซดาทำขนม              NaHCO3                                             สังเคราะห์                      ทำขนม

ผงฟู

ผงฟูทำขนมปัง (Baking powder) เป็นสารเคมีแห้งช่วยทำให้ขึ้นฟู ใช้ในการอบจนและดับกลิ่น มีหลายรูปแบบ โดยทั่วไปมีฤทธิ์เป็นด่าง เรียกว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต (เบกกิ้งโซดา) และในรูปของกรด จะเป็นผนึกเกลือ กรดเกลือที่ใช้ในอุณหภูมิต่ำ ได้แก่ ครีมออฟทาร์ทาร์ แคลเซียมฟอสเฟต และ citrate ส่วนกรดเกลือที่ใช้ในอุณหภูมิสูงมักเป็นกรดอะลูมิเนียม เช่น แคลเซียมอะลูมิเนียมฟอสเฟตโดยส่วนใหญ่ baking powder ในปัจจุบันเรียกว่า double acting ซึ่งเป็นการรวมระหว่าง กรดเกลือ ซึ่งตัวหนึ่งสามารถทำปฏิกิริยาได้ที่อุณหภูมิห้อง และอีกตัวหนึ่งสามารถทำปฏิกิริยาได้ที่อุณหภูมิสูงกว่า baking powder ที่สามารถใช้ได้เฉพาะอุณหภูมิต่ำเรียกว่า single acting มีลักษณะเป็นผงสีขาว มี 2 ชนิดคือ

  1. ผงฟู (Baking Powder) ประกอบด้วย โซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate) และสารที่มีฤทธิ์เป็นกรด เช่น ครีมทาร์ทาร์ (cream of tartar, เป็นผลึกผงสีขาวทำมาจากกรดในลูกองุ่น) , โซเดียม แอซิด ไพโรฟอสเฟต (sodium acid pyrophosphate, กรดเกลือของกรด) และส่วนที่เป็นแป้งข้าวโพดเพื่อป้องกันไม่ให้สารทั้งสองสัมผัสกันโดยตรง เมื่อผงฟูโดนน้ำจะทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมี เกิดเป็น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ขนมฟู ซึ่งเป็นแบบกำลังหนึ่ง ส่วนแบบกำลังสองจะมีกรด 2 ตัว และจะมีก๊าซเกิดขึ้น 2 ช่วง ในช่วงการผสมและการอบ (ผงฟูมี 2 ชนิด คือผงฟูกำลัง 1 กับผงฟูกำลัง 2)
  2. เบคกิ้งโซดา (Baking soda) มีชื่อทางเคมีว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต (sodium bicarbonate) จะสลายตัวเมื่อได้รับความร้อน มีผลเสียคือจะมีสารตกค้างซึ่งถ้าใช้เกินจะทำให้เกิดรสเฝื่อน เพื่อทำให้สารตกค้างหมดไปสามารถปรับได้โดยการเติมกรดอาหารลงไป เช่นนมเปรี้ยว

การใช้งาน

ผงฟู สามารถพบในขนมปังจำพวก แพนเค้ก วาฟเฟิล และมัฟฟิน โดยทั่วไป baking powder 1 ช้อนชาสามารถทำให้ส่วนขึ้นฟูโดยใช้แป้ง 1 ถ้วยตวง ของเหลว 1 ถ้วยตวง และไข่ไก่ 1 ฟอง อย่างไรก็ตามถ้าส่วนผสมมีฤทธิ์เป็นกรดแล้วการเติม baking powder มากเกินไปจะดูเป็นการฟุ่มเฟือยและทำให้เสียรสชาติได้ ส่วนผสมที่มีฤทธิ์เป็นกรดสูงได้แก่ buttermilk น้ำมะนาว โยเกิร์ต หรือ น้ำผึ้ง

ผงฟู และเบคกิ้งโซดา ล้วนแต่เป็นสารที่ช่วยให้ขนมขึ้นฟู แต่ส่วนมากจะใช้ในโอกาสแตกต่างกัน เบคกิ้งโซดา มักจะใช้ในขนมที่มี โกโก้ หรือ กาแฟ เป็นส่วนผสม เพราะว่าโกโก้ และ กาแฟ มีค่าเป็นด่าง ซึ่งเบคกิ้งโซดาก็มีค่าเป็นด่าง จึงทำให้เข้ากันได้ดี อย่างไรก็ตาม เบคกิ้งโซดาจะมีจุดเสียตรงที่ว่า ถ้าใช้มากเกินไป จะทำให้ขนมมีรสเฝื่อน แต่ก็จะมีการแก้ไขได้โดยการผสมกรดลงไปในสูตรขนม เช่น โยเกิร์ต หรือ นมเปรี้ยว ผงฟู มักจะใช้ในการทำขนมเป็นส่วนใหญ่ เพราะผงฟูจะช่วนให้ขนมขึ้นฟู แต่ในอัตราที่พอควร ไม่มากเท่าโซดา ส่วนเรื่องการใช้แทนกัน ผงฟูใช้แทน เบคกิ้งโซดา ได้ แต่ เบคกิ้งโซดา ใช้แทน ผงฟูไม่ได้

ชนิดของผงฟู (Baking Powder)

  1. ผงฟูกำลังหนึ่ง (Single Acting หรือ Fast Action) ผงฟูจะผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาทันทีอย่างรวดเร็ว ขณะที่ผสมกันและระหว่างที่รอเข้าอบ ดังนั้นต้องทำการผสมและอบอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่อบทันที ขนมจะขึ้นฟูไม่ดีเท่าที่ควร
  2. ผงฟูกำลังสอง (Double Action) เป็นผงฟูที่ผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สองขั้นคือ ในขั้นตอนการผสมส่วนหนึ่งและในขณะอบอีกส่วนหนึ่ง ปัจจุบันนิยมใช้ผงฟูชนิดนี้เพราะไม่ต้องเร่งรีบในการทำ ในการผสม และในการอบ

อ้างอิง

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B8%B9

Potassium Nitrate

ดินประสิว

โปแทสเซียมไนเตรท          ดินประสิว               KNO3                          สังเคราะห์            บั้งไฟ  ดินปืน
ดินประสิว
Potassium nitrate structure.png
Potassium nitrate
ชื่ออื่น Saltpetre
Nitrate of potash
Vesta powder
ตัวระบุ
เลขทะเบียน CAS [7757-79-1][CAS]
UN number 1486
RTECS number TT3700000
ChemSpider ID 22843
คุณสมบัติ
สูตรเคมี KNO3
มวลต่อหนึ่งโมล 101.10 g/mol
ลักษณะทางกายภาพ white solid
ความหนาแน่น 2.109 g/cm3 (16 °C)
จุดหลอมเหลว 334 °C
จุดเดือด 400 °C decomp.
ความสามารถละลายได้ใน น้ำ 36 g/100 mL (25 °C)
โครงสร้าง
โครงสร้างผลึก Orthorhombic,Aragonite
ความอันตราย
MSDS ICSC 0184
EU Index Not listed
Main hazards Oxidant
NFPA 704
NFPA 704.svg
0
1
0
OX
จุดวาบไฟ Non-flammable
สารอื่นที่เกี่ยวข้อง
แอนไอออนที่เกี่ยวข้อง Potassium nitrite
แคทไอออนที่เกี่ยวข้อง Lithium nitrate
Sodium nitrate
Rubidium nitrate
Caesium nitrate
สารประกอบที่เกี่ยวข้อง Potassium sulfate
Potassium chloride
หากมิได้ระบุเป็นอื่น ข้อมูลข้างต้นนี้คือข้อมูลสาร ณ ภาวะมาตรฐานที่ 25 °C, 100 kPa
แหล่งอ้างอิงของกล่องข้อมูล

ผลึกของ KNO3

ดินประสิว หรือ โพแทสเซียมไนเตรต (อังกฤษ: Potassium Nitrate) มีสูตรเคมี KNO3 มีจำนวนอะตอมอยู่ 5 อะตอม เป็นดินที่เป็นกรดเกิดจากมูลของค้างคาว โดยการที่นำเอามูลค้างคาวมาต้มเคี่ยว แล้วทิ้งไว้ให้เย็น จะมีเกล็ดสีขาวเกาะอยู่ เรียกว่า “ดินประสิวขาว” ส่วนดินประสิวตามร้านสมุนไพรทั่ว ๆ ไปนั้นจะมีจุดสีเหลือง ๆ สีดำ ๆ แสดงว่าทำยังไม่สะอาดดี การกลั่นกรองยังใช้ไม่ดี

ประโยชน์

ดินประสิวที่ทางภาคเหนือนั้นจะขาว นำมาเป็นส่วนผสมของดอกไม้เพลิง ใช้ทำดินปืน ทำดอกไม้เพลิง หรือใช้ใส่อาหารหมักดอก เช่น พวกปลาร้า ปลาเจ่า หมูแหนม ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขอนุญาตให้ผสมในอาหารได้ในปริมาณที่กำหนด คือ ใช้ไนเตรทได้ไม่เกิน 500 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม และไนไตรท์ไม่เกิน 125 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารบูดเน่า ช่วยระงับการเจริญเติบโตของเชื้อคลอสตริเดียม โบทูไลนัม หรือ เพื่อรักษาสีของเนื้อสัตว์ให้ดูใหม่สด [1]

ในธุรกิจอาหารจะใช้ดินประสิวเป็นสารกันบูดและสารถนอมสีเนื้อสัตว์ให้ดูสดอยู่เสมอ ความจริงแล้วผลของการกันบูดกันเสียนั้น สำคัญอยู่ที่อนุพันธ์ไนเตรต ดังนั้นในการถนอมอาหาร จึงสามารถใช้ไนเตรตในรูปอื่นด้วย คือ โซเดียมไนเตรต และนอกจากไนเตรตแล้ว ยังมีสารอีกชนิดหนึ่งที่คนชอบใช้เป็นสารกันบูดก็คือไนไตรต์ แต่ด้วยคุณสมบัติของไนเตรตและไนไตรต์ที่สามารถรักษาสีของเนื้อสัตว์ให้ดูสดอยู่ เสมอได้ โดยการทำปฏิกิริยากับสีของเม็ดเลือดแดง ทำให้สีคงทนอยู่ได้นานนี้ เป็นสาเหตุให้พ่อค้าแม่ค้าที่ไม่รู้ถึงอันตราย ที่อาจจะเกิดขึ้น หรืออาจจะด้วยความเห็นแก่ตัว เห็นแก่เงินต้องการขายสินค้าของตัวเองให้ได้มาก ๆ จึงใส่ดินประสิวหรือไนเตรตและสารไนไตรต์ในปริมาณสูงลงในอาหารเพื่อปกปิดสภาพ ที่แท้จริงของอาหารให้อาหารอย่างพวกเนื้อเค็ม ปลาเค็ม กุนเชียง ไส้กรอก เบคอน แหนมเป็นสีแดงสวยแม้จะค้างนานวันก็ตาม จากการสุ่มตัวอย่าง เคยตรวจพบ เนื้อเค็ม เนื้อสวรรค์ ไส้กรอก ไตปลาดิบ มีสารไนเตรตและไนไตรต์ในปริมาณที่สูงมากเกินปริมาณที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยกำหนดให้ใช้ จุดประสงค์ที่ทางคณะกรรมการอาหารและยาอนุญาตให้ใช้สารในกลุ่มนี้ได้ เนื่องจากสารกลุ่มนี้มีคุณสมบัติใน การป้องกันการเจริญของเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด โดยเฉพาะป้องกันการเจริญของเชื้อคลอสตริเดียมโบทูลินัม ซึ่งเชื้อนี้สามารถสร้างสารพิษโบทูลิน ที่มีอันตรายร้ายแรงมาก เชื้อโรคชนิดนี้มักเจริญเติบโตในอาหารที่เก็บในภาชนะปิดสนิทอากาศผ่านเข้าออกไม่ได้ เช่น อาหารกระป๋อง[2]

โทษ

ดินประสิวเป็นสารก่อมะเร็ง สามารถทำปฏิกิริยากับสารเอมีน (amine) ในปลาหรือในร่างกายของมนุษย์ โดยมีน้ำย่อยในกะเพาะอาหารเป็นตัวช่วยทำให้เกิดสารประกอบหลายชนิดที่มีโครงสร้างคล้ายกัน เรียกว่า “ไนโตรซามีน” สารเหล่านี้บางชนิดไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ แต่บางชนิดจะร้ายแรงมากทำให้เป็นมะเร็งได้ ถ้ารับประทานไนเตรตเข้าไปมาก ๆ อาจทำให้เกิดอาการท้องร่วงรุนแรงมาก อาจเกิดอาการตัวเขียว หายใจไม่ออกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ๆ จะยิ่งไวต่อสารเคมีชนิดนี้มากกว่าผู้ใหญ่

ปัจจุบัน ยังพบว่าสารไนไตรต์สามารถจะทำปฏิกิริยากับสารประกอบบางอย่างในอาหาร และสิ่งแวดล้อมโดยทั่วไป แล้วเกิดเป็นสารประกอบชนิดใหม่ขึ้น เรียกว่าสารไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารเคมีกลุ่มที่อาจทำให้เกิดเป็นมะเร็งใน อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายได้ การเกิดไนโตรซามีนนั้นอาจเกิดมาจากไนเตรต เปลี่ยนเป็นไนไตรต์ โดยเชื้อแบคทีเรียบางชนิด แล้วไนไตรต์ก็จะทำปฏิกิริยากับอามีนที่มีอยู่ในเนื้อสัตว์บางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่เป็นกรด จะเกิดปฏิกิริยาได้ไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารที่ก่อมะเร็งได้อย่างรวดเร็วในระยะหลังพบว่าไนโตรซามีนสามารถ เกิดขึ้นได้ในร่างกาย โดยเฉพาะในกระเพาะอาหารที่มีสภาวะเป็นกรด เมื่อเราได้รับไนเตรตเข้าไปในร่างกายแล้ว ภายใน 1-2 ชม. ร่างกายขับไนเตรตและบางส่วนเปลี่ยนเป็นไนไตรต์ออกมาทางน้ำลายสูง เมื่อเรากลืนน้ำลายผสมกับอาหารที่มีอามีนสูง็จะเกิดปฏิกิริยาในกระเพาะอาหาร ได้ ดังนั้นถ้าเรากินอาหาร ที่มีดินประสิวหรือไนเตรตและสารไนไตรต์สูง แล้วกินอาหารที่มีอามีนในมื้อถัดไปก็จะได้รับ ไนโตรซามีนที่เกิดขึ้นในกระเพาะอาหารได้

อ้างอิง

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A7

Potassium manganate

โปแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต

ด่างทับทิม                  KMnO4                                สังเคราะห์                        อุตสาหกรรม

Potassium Permanganate หรือที่เรียกกันว่า ด่างทับทิม เป็นสารเคมีใกล้ตัวใช้ล้างผักสด ใช้ฆ่าเชื้อโรคกันมาแต่นานนม เรียกว่าเป็นของคู่ครัวก็ว่าได้ ก่อนที่จะคุยกันเรื่อง PP Bomb ขอว่ากันด้วยอันตรายของด่างทับทิมกันเสียก่อน

1. PP เป็นเกล็ดสีม่วง เบาและปลิวได้ง่าย เวลาตักใช้ควรดูทิศทางลมให้ดี อาจฟุ้งกระเด็นติดเสื้อผ้าได้ ทำให้ เสื้อผ้าเสียหายแบบถาวร ซักไม่ออก
หากกระเด็นเข้าตา ให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดทันที ล้างมาก ๆ และรีบไปพบแพทย์ทันที อาจถึงตาบอดได้ เรื่องนี้สำคัญมาก ฝรั่งบอกให้ใส่แว่นกันลม (แบบนักบิน) ด้วยซ้ำไป เวลาตัก PP
2. PP มีความเข้มข้นสูง ใช้แต่ละครั้งสัดส่วนไม่มากนัก การชั่งตวงน้ำหนักให้ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ ไม่แนะนำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการตักวัดเป็นช้อนชา เนื่องจากมีความเบี่ยงเบนมาก ไม่แม่นยำ การชั่งโดยมีหน่วยน้ำหนักเป็นกรัม เป็นเรื่องสำคัญ
3. การใช้ PP Bomb จำเป็นต้องรู้ปริมาตรน้ำที่แน่นอน อย่างที่ว่าไปแล้ว PP มีความเข้มข้นสูง ถ้าคำนวณปริมาณน้ำผิดไป ทำให้ PP Bomb มีความเข้มข้นมากเกินไป อันตรายเป็นอย่างยิ่ง

PP. ลักษณะสมบัติ : 
เป็นสารประกอบอัลคาไล ละลายน้ำได้ดี แตกตัวเป็นโปตัสเซียมอิออน (K+) และเปอร์แมงกาเนตอิออน (MnO4-) ตัวหลังนี้เป็น Oxidizing agent อย่างแรง ว่ากันง่าย ๆ คือเป็นตัวกัด/ย่อย สลายสารอื่น ๆ โดยเฉพาะสารอินทรีย์ที่อยู่ในน้ำ
เมื่อย่อยสลาย หรือ ออกซิไดซ์สารอื่นแล้วจะได้ แมงกานิสออกไซด์ (MnO2)
PP. ทำอะไรได้บ้าง
ด้วยลักษณะการเป็นออกซิไดซิ่ง เอเจ้นท์ อย่างแรง PP.จะเจาะทำลายผนังชั้นนอกของเซลล์ และสร้างสารประกอบอื่น ขึ้นมาแทน (คราบสีน้ำตาล) สารอินทรีย์ ต่าง ๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เช่นแบคทีเรีย ปรสิต โปรโตซัว ตะกอน ขี้ปลา สาหร่ายเซลล์เดียว ตะไคร่น้ำ อย่างไรก็ตามความสามารถในการทำลายของ PP. ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นที่ใช้ และระยะเวลาที่ใช้แช่
PP. สามารถใช้แก้ปัญหาในเบื้องต้นได้ในหลายกรณี มีปรสิต และแบคทีเรียหลายกลุ่ม หลายตัว ที่อยู่ในขอบเขตการทำลายของ PP. หลายชื่อคุ้น ๆ กันอยู่ Saprolegnia, Costia, Chilodinella, Ich, Fluke ทั้งที่เหงือกและตัว, Columnaris, กลุ่ม Aeromonas และ Pseudomonas รวมถึงเชื้อราและไวรัสต่าง ๆ
ทั้งนี้ PP. สามารถกำจัดได้เฉพาะแต่ตัวที่อาศัยอยู่ในน้ำและภายนอกตัวปลาเท่านั้น พวกที่อาศัยอยู่ภายในตัวปลาและขี้ปลา อำนาจการทำลายล้างของ PP.ไม่อาจครอบคลุมได้ทั้งหมด

ข้อเด่นของ PP.
1. ใช้กำจัด FLUKE
2. ใช้ชะล้าง, ทำความสะอาดแผลสด
3. กำจัดแบคทีเรียในน้ำ
4. จัดการ Saprolegnia ซึ่งเป็นตัวซ้ำเติมโรครู (ULCERS)
5. จัดการชำระคราบสกปรก ตะกอน สาหร่ายเซลล์เดียว และกลุ่ม DOC

ข้อจำกัดของ PP.
1. ห้ามใช้ร่วมกับฟอร์มาลินเป็นอันขาด, 2 ตัวนี้รวมกันเป็นสารพิษร้ายแรง
2. ใช้ออกซิเจนเป็นจำนวนมาก ๆ การใช้ PP. จำเป็นต้องมั่นใจว่าปริมาณออกซิเจนในน้ำมีเพียงพอ เหลือพอ ควรใช้ปั๊มลมเพิ่มเติมจากที่มีอยู่
3. ด้วยว่า PP. เป็นตัวกัดทำลายที่มีประสิทธิภาพ เนื้อเยื่อต่าง ๆ ของปลารวมทั้งเหงือกด้วย ต่างไม่รอด ฤทธิ์เดชของ PP.
4. ปลาบางตัวอาจไม่คุ้นเคยกับ PP. โดยเฉพาะในช่วงแรกและช่วงปลายของ PP Bomb จะมีการกระโดด หรือช็อคน้ำ ให้เตรียมตัวรับมือไว้ด้วย
5. ไม่แนะนำให้ทำ PP Bomb ในช่วงบ่ายหรือวันที่อากาศร้อนจัด เนื่องจากปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำมีน้อยกว่าปกติ
6. การทำ PP Bomb ควร By pass ระบบกรองเพื่อไม่ให้แบคทีเรียในระบบกรองถูกทำลายไป ดังนั้นจำเป็นต้องเติมออกซิเจนในบ่อกรองให้มากเข้าไว้ เนื่องจากในช่วงเวลาที่ทำ PP Bomb น้ำไม่ไหลเวียน ทำให้ในบ่อกรองขาดออกซิเจน
7. กล่าวกันไว้ว่าให้หลีกเลี่ยงการทำ PP Bomb ในน้ำกระด้างมาก (GH > 300 ppm)
8. PP Bomb ไม่work กับปรสิตตัวใหญ่ เช่นเห็บ หนอนสมอ รวมทั้งพวกไข่ของปรสิตที่มีเปลือกหนา จึงจำเป็นต้องทำซ้ำ 3-4ครั้ง เพื่อตัดวงจรชีวิตของปรสิต

การนำด่างทับทิมไปใช้กับการเลี้ยงปลา
1.ใช้ในการทำความสะอาดอาหารสด

ปลาบางชนิดที่กินอาหารสดเป็นอาหาร เช่น ลูกน้ำ หนอนแดง ไรน้ำ อาร์ทีเมีย ไส้เดือนแดง ฯลฯ จะต้องนำอาหารสดนั้นไปแช่ในด่างทับทิมเข้มข้น 500-1,000 ส่วนในล้านส่วน (0.5-1.0 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร) ประมาณ 10-20 นาที เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่ติดมากับอาหาร แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดหลายๆน้ำ หรือเปิดน้ำจากก๊อกให้ไหลผ่านอาหารสดนั้นไประยะหนึ่ง จนกว่าน้ำที่ไหลผ่านจะใส ไม่เป็นสีม่วง

2.ใช้ในการทำความสะอาดวัสดุ อุปกรณ์ตกแต่งตู้ปลา
ในการจัดตู้ปลาบางคนจะนำของมาตกแต่งตู้เพื่อความสวยงาม เช่น ขอนไม้ ต้นไม้น้ำ ก้อนหิน เป็นต้น ซึ่งในปลาบางชนิดจะไวต่อสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในน้ำ อาจจะทำให้ปลาป่วยหรือมีอาการผิดปกติได้ (ไม่ได้หมายความว่าการนำสิ่งของลงไปในตู้ปลาจะทำให้ปลาป่วยเสมอไป) ดังนั้นเพื่อความมั่นใจว่าสิ่งของที่เรานำลงไปนั้นจะไม่มีสิ่งแปลกปลอมลงไป ก่อนที่จะนำขอนไม้ ก้อนหินลงไปจัดตู้ เราควรจะนำไปแช่ในน้ำผสมด่างทับทิมก่อนนำไปใช้

ในส่วนของต้นไม้น้ำที่ซื้อมาจากร้าน เราไม่ทราบได้ว่ามีสิ่งแปลกปลอมใดจะติดมากับต้นไม้ต้นนั้นบ้าง รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่นไข่หอย อาจเป็นปัญหาในภายหลังได้ การนำต้นไม้น้ำไปแช่ในน้ำผสมด่างทับทิม จะช่วยลดปริมาณเติบโตของไข่หอยที่ติดมาได้ (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้และเวลาที่นำไปแช่)  นอกจากนั้นแล้ว ยังสามารถนำอุปกรณ์ต่างๆไปล้างทำความสะอาดในน้ำผสมด่างทับทิมได้ด้วยเช่นกัน

3.ใช้ในการทำความสะอาดตู้ปลา
การใช้ด่างทับทิมในการล้างทำความสะอาดตู้ปลา โดยการเปิดน้ำใส่ตู้แล้วใส่ด่างทับทิมลงไปแช่ทิ้งไว้สัก 1 คืน หรือแล้วแต่ใครจะมีเวลามากน้อยแค่ไหน เท่านี้ก็ช่วยในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียต่างๆได้ในระดับหนึ่ง ในบางครั้งเมื่อปลาที่เราเลี้ยงอยู่ เกิดอาการป่วยและมีตู้พักปลาป่วย เมื่อปลาหายป่วยแล้วก่อนจะย้ายกลับมาตู้ใหญ่ปกติ ก็แช่ด่างทับทิมแบบเจือจางน้ำพอเป็นสีชมพูอ่อนๆ สัก 20-30 นาที ก่อนตักไปรวมกับปลาตัวอื่น เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีแบคทีเรียติดไปจากตู้พักปลาไปอยู่ในตู้ใหญ่ครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าโรคของปลาจะไม่ไปติดกับปลาตัวอื่นนะครับ เองจากด่างทับทิมไม่ได้เป็นยารักษาโรคปลา ดังนั้น ต้องให้แน่ใจก่อนว่าปลาที่ป่วยนั้นหายดีจริงๆแล้วจึงค่อยจับไปรวมกับปลาตัวอื่น

คำเตือน : โปรดระวังมือเปื้อนด่างทับทิมแล้วจะล้างไม่ออก อิอิ   การสัมผัสด่างทัมทิมโดยตรงจะทำให้มือ ซอกเล็บ เป็นสีน้ำตาลแล้วจะล้างออกยากมากครับต้องรอให้มันจางหายลอกออกไปเอง แต่ก็ใช้เวลาหลายวันอยู่เหมือนกัน เคยอ่านเจอบางคนบอกว่าให้ใช้มะนาวหรือส้มมาขัดมือ แล้วสีน้ำตาลจะจางหาย แต่อาจ

อ้างอิง

http://th.discuscommunity.com/index.php?topic=76.0